พระธาตุหลวง งดงามทั้งพุทธศิลป์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวลาว

…วันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาส เดินทางไปเยี่ยมเยียน สปป.ลาว งานนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากพ่อเมืองหนองคาย ท่านผู้ว่าฯ รณชัย จิตรวิเศษ และภาคเอกชน 3 บิ๊ก บริษัททัวร์ใหญ่ ประกอบไปด้วย กานตนา ทัวร์ นฤมลทัวร์” และ จิตรวิไลย อินเตอร์ทัวร์ ซึ่งทางผู้เขียนต้องกราบขอบพระคุณงามๆ ไว้ ณ ที่นี้

วกกลับมาที่ พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ (ภาษาลาว เรียก ພຣະທາດຫລວງ Pha That Luang) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวลาว อันเป็นพระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนหัวเหน่า ๒๗ องค์ ตั้งอยู่กลางกรุงเวียงจันทน์ นับเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมเหมือนกับพระธาตุพนม และสร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วย ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า อุรังคธาตุ ได้มาด้วยพระภิกษุ 5 รูปซึ่งได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมยังเมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ได้อัญเชิญพระธาตุดังกล่าวมายังพระนครเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ.238


พระองค์ได้ย้ายราชธานีมาได้ 6 ปี จึงได้เห็นว่าพระธาตุหลวงเวียงจันทน์นั้นมีความทรุดโทรมมาก จึงโปรดให้สร้างองค์เจดีย์สถาปัตยกรรมล้านช้าง รูปดอกบัวตูม ครอบพระธาตุองค์เดิมมีความสูง 45 เมตร รายล้อมไปด้วยพระธาตุองค์เล็กอีก 30 องค์ โดยแบ่งออกเป็นฐานแรก ระเบียงชั้นสอง และองค์พระธาตุประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านมีบันไดพร้อมศาลาครอบ และกลีบดอกบัวล้อมชั้นฐานองค์พระเจดีย์ งดงามไปด้วยสีทองอร่ามทั้งองค์เจดีย์

ด้านหน้าประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ยิ่งใหญ่สุดอลังการงานสร้าง พร้อมด้วยประชาชน 35 ครอบครัว และที่ดินทำกินเพื่อให้เป็นข้ารับใช้คอยบำรุงพระพุทธศาสนา ส่วนรอบพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ มีวิหาร 2 หลัง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือและทางทิศใต้ ทั้งนี้เมื่อขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกๆ ปี จะมีงานนมัสการพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งจะจัดงานกันทุกๆ ปี ส่งผลให้มีประชาชนชาวลาวจากทั่วสารทิศเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ พร้อมกับชมมหรสพจำนวนมากมาย

หอพระแก้ว
“หอพระแก้ว” นับเป็นโบราณสถานคู่เมืองประเทศลาว ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งตั้งอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน เพราะพระแก้วมรกตองค์ปัจจุบัน ได้รับการอัญเชิญลงมาประทับที่กรุงเทพมหานคร ในสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นผู้อัญเชิญ โดยมีแผ่นป้ายไม้หน้าหอพระแก้วจารึกว่า พระแก้วมรกตเสด็จยังต่างประเทศ ซึ่งให้ความรู้สึกกินใจกันทั้งชาวไทย และชาวลาวเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับหอพระแก้วที่พวกเราแลเห็นในปัจจุบันนั้น ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ระหว่าง พ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราช แม้หอพระแก้วปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก ส่วนพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดงพระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎก ภาษาขอมและกลองสัมฤทธิ์ประจำราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในแขวงเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสในสมัยยุคล่าอาณานิคมมาก่อน

ทั้งนี้ พระธาตุหลวง ยังเป็นสัญลักษณ์อยู่ในตราประจำแผ่นดิน และในธนบัตรของประเทศลาวอีกด้วย ใครที่จะมาเที่ยวลาว ต้องห้ามพลาด…หากมิได้มาชักภาพ หรือถ่ายภาพเซลฟี่ ที่พระธาตุหลวงแล้วละก็ …ท่านก็ยังมาไม่ถึงเวียงจันทน์เด้อล่า…

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเวียงจันทน์ ก็มีวิธีเดินทางไปได้หลายเส้นทางด้วยกัน ขึ้นกับว่าสะดวกทางไหน มีงบประมาณเท่าไหร่ สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถ และ ทางเครื่องบิน ดังนี้
1. รถยนต์ส่วนตัว : เป็นการเดินทางที่นิยมโดยใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ (2) เข้าหนองคาย วิ่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์)
2. รถประจำทาง : มีรถประจำทางวิ่งรถระหว่างประเทศในเส้นทาง อุดรธานี – หนองคาย – เวียงจันทน์ และ ขอนแก่น – เวียงจันทน์ สามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งประจำจังหวัด


3. เครื่องบิน : มี 3 สายการบินที่บินตรงกรุงเทพฯ – เวียงจันทน์ (ท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต) ได้แก่ลาวแอร์ไลน์ บางกอกแอร์เวย์ และ Air asia ราคาค่าโดยสารไป – กลับ เช็คราคาตั๋วก่อนเดินทางด้วยนะจ้ะ
4. เครื่องบิน + รถ : นอกจากนี้แล้วยังมีการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างทางเครื่องบินและทางรถ เช่น นั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินอุดรฯ ต่อรถตู้ไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 ข้ามแดนไปฝั่งลาว ต่อรถเข้าเวียงจันทน์
………………………………………………………..
เรื่อง/ภาพ : บอย ทุ่งพญาไท