งานนี้ไม่มีการเจรจา หรือไกล่เกลี่ยยอมความแน่นอน พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ผกก.1 บก.ทท.2 เดินหน้าฟ้องดำเนินคดี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล

ในความผิดฐาน ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ เผยครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อนมาตลอด 8 ปี จากการถูกสั่งย้ายไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกจะขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด รวมทั้งจะขอยื่นถวายฏีกาด้วย

เมื่อเวลา 14.20 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ผกก.1 บก.ทท.2 ได้เดินทางนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมเข้าพบพนักงานในกรณีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ในความผิดฐาน ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ในคดีหมายเลขดำที่ 2699/2562 ท่ามกลางผู้ที่มามอบดอกไม้และให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งคดีนี้ศาลเห็นว่าคดียังสามารถที่จะเจรจากันได้ จึงกำหนดวันนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 4 ส.ค. เวลา 10.00 น.

แต่ภายหลังเข้าพบพนักงานแล้ว พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ที่มีข่าวว่าจะมีการไกล่เกลี่ยกันในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ไม่เป็นความจริง และไม่ทราบข่าวออกมาได้อย่างไร ผมยืนยันว่าผมไม่คิดที่จะเจรจาแน่นอน เพราะผม ครอบครัวผม ภรรยาผม ลูกชายผม 2 คนได้รับความเดือดร้อนเป็นเวลาเกือบ 8 ปี

พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า เกิดจากทางจำเลยได้รับการร้องเรียนว่าไปรับส่วยคาราโอเกะ ก็ปรากฏว่าเขาไปฟ้องผมว่าไปร่วมกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กับคณะกรรมการ ว่าไปกลั่นแกล้งเขา ซึ่งผมก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย แต่กลับมาฟ้องผมเป็นจำเลยที่ 11 และฟ้องมาอีกหลายคดี ผมก็สู้คดีมาตลอด ทุกคดีก็เสร็จสิ้นด้วยดี แต่ผมก็ยังโดนโยกย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรงนี้มันเกินที่เราจะไปเจรจาด้วย รายละเอียดต่างๆ ผมก็มายื่นให้ศาลไปแล้วในวันนี้ ว่าขอยกเลิกการเจรจา จะขอเดินหน้าให้ศาลสืบพยานเลย ไม่มีวันที่จะไปเจรจาไกล่เกลี่ยแน่นอน โดยวันที่ 4 ส.ค.ผมก็จะเดินทางมาศาลอีกครั้งเพื่อยกเลิกกระบวนการเจรจา และให้ศาลกำหนดนัดการไต่สวนต่อไป

“ผมกับครอบครัวได้รับความเดือดร้อน เราจึงมีการมาฟ้องกลับครั้งนี้ บอกเลยว่าที่ผ่านมาเราเดือดร้อนอย่างมาก ผมไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ลูกชายผมอายุ 10 ขวบ กับ 12 ขวบ ไม่ได้อยู่กับพ่อคือตัวผมเองนานเกือบ 5 ปี ครอบครัวผมอยู่สมุทรปราการ เขาก็รู้ดี ผมทำเรื่องขอย้ายมาตลอด เขาก็ไม่ให้ อีกอย่างผมก็ไม่เคยสมัครใจไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แม้แต่น้อย ฉนั้นแล้วผมจะดำเนินการพึ่งศาลสถิตย์ยุติธรรมให้ถึงที่สุด เมื่อถึงที่สุดแล้ว ผมก็จะขอยื่นถวายฏีกาอีกชั้นหนึ่งด้วย”

สำหรับคดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 จำเลยได้กระทำผิดอาญาโดยเจตนานำคดีอาญามาฟ้องโจทก์อันเป็นเท็จต่อศาลอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิด ร่วมกันก่อใช้ สั่งการ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีกล่าวหาโจทก์ว่าพา นายเขตสยาม เนาวรังสี เจ้าของร้านคาราโอเกะ จำเลยตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม หลบหนีคดีไปยังประเทศลาว โดยมีการพูดจาทำให้เกิดความเข้าใจผิด

โดยจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อศาลอาญาตามคำให้การพยานของจำเลย ต่อมาเมื่อ 29 มี.ค. คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2826/2554 ศาลอาญาได้มีคำสั่งว่าฟ้องของโจทก์ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดข้อหาหรือฐานความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จ และข้อหาหมิ่นประมาทจำเลยนั้นฟังไม่ได้ว่าโจทก์จะได้กระทำความผิดตามที่จำเลยระบุในฟ้อง การฟ้องโจทก์กรณีดังกล่าวจึงไม่มีมูล

หลังจากนั้น จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญา ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2557 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์กับพวก และคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์จึงได้ทำการฟ้องจำเลยในความผิดฐาน ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ