ผู้ว่าฯ ตัวอย่าง..

ข้าราชการแผ่นดินที่แท้จริง

ผวจ.เลย. “ ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม”

1)เกิด 23 กรกฎาคม 2510 ปัจจุบันอายุ 53 ปี
ภูมิลำเนา อ. วังสะพุง จ.เลย

เกิดอยู่ที่บ้านบุงคล้า หมู่ 5 ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย
ครอบครัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ทำไร่-ทำนา

จบการศึกษาชั้น ป. 4 โรงเรียนบ้านวังสะพุง ในใบสุทธิหลังจบครูประจำชั้นระบุความประพฤติเรียบร้อย สุขภาพแข็งแรง ความรู้ความสามารถพิเศษไม่มี ผลการเรียนพอใช้

จนไปเรียนต่อ ป. 5,ป.6 ที่ โรงเรียนชุมชนวังสะพุง ห่างจากที่เดิม 2 ก.ม. แต่ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน ต้องดิ้นรนขวนขวายไปสมัครสอบเทียบชั้น ม. 3 ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเลย ขณะเดียวกันกับไปเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำ ได้วุฒิ ม.3 มาพร้อมกัน 2 ใบ ระหว่างเรียนต้องทำงานทุกอย่างเพื่อให้สามารถเรียนหนังสือ รับจ้างทุกอย่างไม่ว่าจะปั้นอิฐ ถีบสามล้อรับจ้าง แม้แต่กระเป๋ารถก็ยังทำมาแล้ว.

พอช่วงเรียนต่อมัธยมไม่มีทุนเรียนต้องเข้ามาในตัวเมืองเลย ไปขออาศัยวัดศรีสุธาวาส หรือวัดเลยหลง วัดอารามหลวง ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่คำดี วัณณาโก ท่านเจ้าอาวาส

เมตตาให้ที่พัก ให้ข้าวก้นบาตร และให้โอกาสได้เรียนการศึกษาผู้ใหญ่ที่ โรงเรียนเลยพิทยาคม ภาคค่ำ คล้ายกับการเรียน กศน.ในปัจจุบัน จนจบชั้น ม.4, ม.5.ม.6 และใน ปี พ.ศ.2529 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีฐานะยากจนมีผลการเรียนดีพอสมควรทั่วประเทศ สมัครสอบตรงทุกคณะ ซึ่งสอบได้คณะรัฐศาสตร์ และจบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 2 ไม่ได้เป็นคนเรียนเก่ง แต่มีการวางแผนการเรียนที่เหมาะสม และหาทุนเรียนระหว่างเรียนไปด้วย

โดยตั้งแนวทางการหารายได้ 2 ประเภท ประเภทแรก สมัครเป็นผู้ช่วยวิจัย ให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัดเกือบทุกจังหวัด ได้รับรู้ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของผู้คนหลายระดับหลายท้องถิ่น ประเภทที่ 2 รับจ้างเก็บหนังสือในห้องสมุด มีโอกาสได้อ่านหนังสือทุกประเภททำให้ได้รับรู้จากการอ่าน นอกจากนี้ระหว่างปิดเทอมก็ไปรับงานจากรุ่นพี่ ที่เรียนปริญญาโท เก็บข้อมูล ผลงานวิทยานิพนธ์ เลยได้ทั้งเงินและรับรู้ข้อมูลอีกมากมาย

หลังจบปริญญาตรี ไปสมัครเป็นพนักงานบริษัทในเครือ เอส.ซี.จี. หรือปูนซิเมนต์ไทยเดิม ซึ่งเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลแห่งหนึ่ง ไม่เอาเปรียบพนักงาน จนสอบได้ทุนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์การปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้สิทธิ์ยกเว้นค่าหน่วยกิต และทุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ยังไม่ทันจบ ไปสอบของกรมพัฒนาชุมชนได้จนไปรับราชการเป็นพัฒนากรชุมชน ที่อำเภอปากชม และสอบปลัดอำเภอได้เป็นปลัดอำเภอครั้งแรกที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่ีงรู้สึกชอบมาก เนื่องจากเรียนมาทางสาขานี้

จนมาสอบเข้า โรงเรียนนายอำเภอ รุ่นที่ 49 ไม่ทันได้เป็นนายอำเภอมีการปฏิรูปการปกครอง มีการตั้งกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น เลยมาสมัครเป็นผู้ตรวจการณ์ท้องถิ่น รับผิดชอบ เทศบาล อบต. เพราะเห็นว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จะได้ช่วยส่งเสริมให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง สามารถพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบริหารงบประมาณด้วยตนเอง จนสุดท้ายมาเป็นผู้อำนวยการและผู้อำนวยการพัฒนาบุคคลากรท้องถิ่น ได้รู้จักกับผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศที่เข้ามารับการเรียนและอบรม.

ประวัติการทำงาน ระหว่างปี 2535-2546 เป็นปลัดอำเภอ จ.หนองคาย อุดรธานี เลย ขอนแก่น นครราชสีมา ต่อมาปี 2547-2551 เป็นผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่น หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ.บุรีรัมย์ จากนั้นปี 2551-2555 เป็นท้องถิ่นจังหวัด บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ระหว่างปี 2555-2557 เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างปี 2557-2558 เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ในปี 2558 เป็นรองผวจ.นครราชสีมา ระหว่างปี 2558-2559 เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างปี 2559-2560 เป็นที่ปรึกษาด้านการปกครองสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และปี 2560 เป็น ผวจ.ราชบุรี ก่อนย้ายมาเป็น ผวจ.เลย ในปัจจุบัน

“ผมเป็นชาวเลยโดยกำเนิด ส่งเสริมใช้ภาษาไทเลยท้องถิ่นสื่อสาร ไม่ว่าจะไปราชการ เปิดงาน ปาถกฐา ประธานพิธีในวาระต่างๆ ขอความร่วมมือ ข้าราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น พ่อค้าและชาวบ้านเข้า โครงการ “สวมผ้าฝ้าย ใส่ผ้าซิ่น เว้าภาษาถิ่น ภาษาเลย” เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ใส่ทุกวันศุกร์ หรือจะใส่ทุกวันยิ่งดี ผมไม่ได้เป็นนายอำเภอ-ปลัดจังหวัดมาก่อนหน้า แต่การที่ได้เป็นผู้ช่วยนักวิจัย รับจ้างเก็บหนังสือในห้องสมุดประสบการณ์ ได้เห็นพฤติกรรมเรียนแบบ ฟุ้งเฟ้อ ขาดความรอบคอบ สุรุ่ยสุร่าย ผิดไปจากในอดีตที่เคยเห็นมาจึงคิดโครงการหลายอย่างที่ยังไม่เคยมีคนคิดมาก่อน”

จะเริ่มโครงการในปีใหม่นี้คือ 1.เปิดจวนผู้ว่า จัดแต่งงาน โดยผู้ว่าฯ รับเป็นเจ้าภาพ ใช้จวนผู้ว่าฯ เป็นสถานที่ประกอบพิธีจัดเลี้ยงฟรีไม่คิดมูลค่า เนื่องจาก จวนผู้ว่าฯ สร้างจากภาษีของประชาชน ควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมของประชาชนเพื่อเป็นสิริมงคล แต่ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ของกิน-ของชำร่วยต้องใช้ของที่ผลิตในจังหวัดเพื่อส่งเสริมผลิภัณฑ์ชุมชน 2.งานศพรณรงค์งดแอลกอฮอล์ต้อนรับแขก ซึ่งปัจจุบัน มีค่านิยมผิดๆ ที่ต้องจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเลี้ยงสุรา ในงานศพ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองไม่มีประโยชน์…

2)รับตำแหน่ง ผวจ.เลย 1 ตุลาคม 2560

3)ประถม 4 เรียน รร. บ้านวังสะพุง
ประถม 6 รร.ชุมชนวังสะพุง
ไม่ได้เรียนมัธยม เพราะที่บ้านฐานะยากจน
ท่านไปสอบเทียบ ม.3 สำนักงานศึกษาธิการจ.เลย
จบมัธยม

4)ปริญญาตรี : รัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5)ปริญญาโท : รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 49
– นักปกครองระดับสูงรุ่นที่ 51
– การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ 17
– หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์
(Top Executive Program in Commerce and Trade :
TEPCoT) รุ่นที่ 9

6)ประวัติการดำรงตำแหน่ง
ปี 2535-2546 ปลัดอำเภอ จังหวัดหนองคาย อุดรธานี เลย ขอนแก่น นครราชสีมา
ปี 2547-2551 ผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่น/หัวหน้ากลุ่มส่งเสริม
การปกครองท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์
ปี 2551 – 2555 ท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา
ปี 2555 – 2557 ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ปี 2557 – 2558 หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย
ปี 2558 รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
ปี 2558 – 2559 รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ปี 2559 – 2560 ที่ปรึกษาด้านการปกครองสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
ปี 2560 ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
1 ตุลาคม 2560 – ปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย

ท่านใช้ชีวิตสมถะ ปั่นจักรยานไปทำงาน

ล่าสุดท่าน ช่วยชาวบ้านไถ่คืนของที่รับจำนำ

“สายๆวันนี้พี่จะไปโรงรับจำนำแป๊บนึงนะ”

สิ้นประโยคของผู้ว่า ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า คนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจะไปโรงรับจำนำทำไม? หรือว่า จะเอาของไปจำนำ

ฉะนั้นเพื่อให้คลี่คลายความสงสัย จึงขออนุญาตท่านไปด้วย พอไปถึง ผู้ว่าฯก็ขออนุญาตพบผู้จัดการโรงรับจำนำเทศบาลเมืองเลย

ผมนั่งฟังอยู่ห่างๆ จับใจความได้ว่า ผู้ว่าฯจะมาไถ่ของที่จำนำไว้ (โอ้วว คนระดับผู้ว่าฯมาใช้บริการโรงรับจำนำด้วย) นั่งฟังต่อจึงรู้ว่า ผู้ว่าฯมาขอไถ่ของจำนำ ที่เป็นของประชาชนทั่วไป แต่ไม่ได้ไถ่หมดทั้งโรงรับจำนำนะครับ

ผู้ว่าฯเลือกไถ่ของรับจำนำที่เป็นอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เช่น สว่านไฟฟ้า หินเจีย และอุปกรณ์ดำรงชีพ เช่น หม้อหุงข้าว ผู้ว่าฯให้เหตุผลว่า มาไถ่คืนให้เจ้าของนั่นแหละ ให้เจ้าของอุปกรณ์เหล่านี้ได้นำไปทำมาหากินได้เลี้ยงชีพต่อไป

โดยให้ผู้จัดการโรงรับจำนำช่วยเป็นธุระติดต่อผู้ที่ผู้ว่าฯไถ่ทรัพย์ให้นั้น ให้มารับโดยให้เอาถุงใหญ่ๆมาด้วย เพราะผู้ว่าฯฝากข้าวสาร ไข่ไก่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ด้วย ผู้ว่าฯ ทิ้งท้ายด้วยว่า

“ไม่ต้องบอกพี่น้องประชาชนนะว่าใครเป็นคนไถ่ของให้

แต่ให้บอว่า หากจะตอบแทนคนไถ่ของให้ ก็ให้ไปทำประโยชน์ให้กับสังคมแบบไหนก็ได้ที่ถนัด หรือถ้าวันหนึ่งลืมตาอ้าปากได้แล้ว ก็คืนค่าไถ่ของได้โดย โอนเงินเข้าบัญชีโรงพยาบาลเลย สมทบทุนสร้างตึก 10 ชั้นแทน” 😊😊

เรื่องราวจาก รัชนาท วานิชสมบัติ

สุดยอดข้าราชการไทย

🇹🇭 ทีมไทยแลนด์

🙏🏻 กราบกายและใจท่าน

ลิ้งค์ https://www.dailynews.co.th/article/617409