เปิดเกมเศรษฐกิจสุขภาวะ! “Wellness & Spiritual Economy” ชูเทรนด์โลก สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ ดันมรดกโลก–ภูมิปัญญาไทย สู่เศรษฐกิจเพื่อสังคม
ธิญาดา วรารัตร์ ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาวะกาย ใจ และจิตวิญญาณ เปิดโอกาสประเทศไทยต่อยอด Wellness & Spiritual สู่ธุรกิจแห่งอนาคต เชื่อมการท่องเที่ยวมรดกโลก การอาบป่า และสินค้า SMEs พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ประโยชน์ต่อสังคม
กรุงเทพมหานคร – ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต การดูแลจิตใจ และการแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น ธุรกิจ Wellness & Spiritual กำลังได้รับความสนใจในฐานะหนึ่งในแนวทางต่อยอดเศรษฐกิจสุขภาวะ โดยประเทศไทยมีศักยภาพจากทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และบริการด้านสุขภาพที่สามารถพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

ชมรมนักส่งเสริมสุขภาพองค์รวม โดย นางธิญาดา วรารัตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และวิทยากรด้านธุรกิจสุขภาพความงาม การท่องเที่ยว สปา การเยียวยาด้วยพลังงานธรรมชาติ (Holistic Wellness & Spiritual Healing)เดินหน้าผลักดันแนวคิด Wellness & Spiritual Business ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจเพื่อสังคม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แหล่งมรดกโลก การอาบป่าเพื่อสุขภาพและจิตวิญญาณ ตลอดจนสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ SMEs เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งกับการเติบโตทางธุรกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ การสัมมนาบรรยาย และกิจกรรมเวิร์กช็อป ภายใต้แนวคิด “จักรวาลดาวนพเคราะห์บำบัด” และ “Spiritual & Space” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนได้เรียนรู้แนวทางการต่อยอดสุขภาวะองค์รวมเข้ากับสินค้า บริการ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 ตุลาคม 2569 ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถนนพระราม 4 กรุงเทพมหานคร

📍ธิญาดา ชี้โลกเปลี่ยน เทรนด์สุขภาวะเปิดประตูสู่ธุรกิจแห่งอนาคต
ธิญาดา วรารัตร์ ประธานชมรมนักส่งเสริมสุขภาพองค์รวม กล่าวว่า โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้คนไม่ได้มองหาสินค้าและบริการเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสมดุลในการใช้ชีวิต และประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มความหมายให้กับชีวิตมากขึ้น การดูแลสุขภาวะจึงมีโอกาสพัฒนาไปไกลกว่าการให้บริการด้านสุขภาพแบบเดิม และสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติ และธุรกิจสร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลาย

“วันนี้เทรนด์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว เราจำเป็นต้องมอง Wellness ให้กว้างกว่าการดูแลสุขภาพทางกาย เพราะผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาวะโดยรวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจได้ หากเรามองเห็นความต้องการของตลาด ออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ และพัฒนาให้มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือ”

นางธิญาดากล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาต่อยอดได้ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ หากสามารถเชื่อมโยงต้นทุนเหล่านี้เข้ากับแนวคิด Wellness & Spiritual อย่างเป็นระบบ ก็จะเปิดโอกาสให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ ๆ เพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่

การผลักดันแนวคิดดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างกระแสหรือจัดกิจกรรมให้เกิดความสนใจในระยะสั้น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต ทั้งนี้ การเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาความต้องการของตลาด การบริหารจัดการที่เหมาะสม และการสร้างมาตรฐานที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น

เชื่อมความเชื่อเรื่องดาวเสาร์ กับแนวคิดการเริ่มต้นและการเติบโต
อีกหนึ่งแนวคิดที่ธิญาดาให้ความสำคัญ คือการนำมิติทางจิตวิญญาณและความเชื่อมาประกอบการสร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องวัฏจักรของดาวเสาร์ ซึ่งในทางโหราศาสตร์มักสื่อถึงบทเรียน ความรับผิดชอบ การวางรากฐาน และการเติบโตอย่างมีวินัย

ในมุมมองดังกล่าว การก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่จึงเป็นโอกาสในการทบทวนแนวทางการดำเนินชีวิตและธุรกิจ วางแผนอย่างเป็นระบบ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคต โดยสามารถนำความเชื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจ ควบคู่กับการวางแผนธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการสร้างคุณค่าที่จับต้องได้

นางธิญาดามองว่า การนำเรื่องจิตวิญญาณมาผสานกับเศรษฐกิจยุคใหม่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้าถึงประสบการณ์ที่มีความหมาย พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างเหมาะสม โดยต้องแยกแยะระหว่างความเชื่อส่วนบุคคลกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และการรักษาทางการแพทย์อย่างชัดเจน

ดันมรดกโลก–อาบป่า สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวไทย
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถเชื่อมโยงกับ Wellness & Spiritual Economy ได้ โดยเฉพาะการนำธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มองหาการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาวะไปพร้อมกัน

แนวคิดการอาบป่าเพื่อสุขภาพและจิตวิญญาณ หรือ Forest Bathing เป็นตัวอย่างของการใช้ธรรมชาติเป็นพื้นที่สำหรับการผ่อนคลายและฝึกสติ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ได้ หากดำเนินการโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความเหมาะสมของพื้นที่ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวกับแหล่งมรดกโลกและพื้นที่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ยังเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดสินค้าและบริการของชุมชน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น งานหัตถกรรม อาหาร การพักผ่อน ไปจนถึงกิจกรรมเรียนรู้ภูมิปัญญา ทั้งหมดนี้สามารถสร้างความแตกต่างให้กับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยและเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการโดยเคารพคุณค่าของแหล่งมรดกโลกและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเดินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
เปิดพื้นที่ SMEs เปลี่ยนทุนท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางการตลาด
ธิญาดายังให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ Wellness & Spiritual โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะองค์รวม วัฒนธรรม ความเชื่อ และการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค
การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างช่องทางประชาสัมพันธ์ และขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ แต่การเติบโตในระยะยาวยังต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพสินค้า การกำหนดราคาที่เหมาะสม การสื่อสารทางการตลาดอย่างรับผิดชอบ และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค
สำหรับแนวทางธุรกิจเพื่อสังคม หัวใจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างความอยู่รอดของธุรกิจกับประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางอาชีพ การสร้างรายได้ให้ชุมชน หรือการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้เมื่อมีแผนดำเนินงานต่อเนื่องและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ผนึกเครือข่ายความร่วมมือ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่สังคม
การผลักดัน Wellness & Spiritual Economy จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต และภาคธุรกิจ โดยภายในงานมีการเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมการท่องเที่ยว กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมกิจการผู้สูงอายุ ตลอดจนสถาบันและเครือข่ายผู้ประกอบการด้านสุขภาพองค์รวม การอาบป่า และ SMEs
ธิญาดากล่าวขอบคุณสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชนและเครือข่าย SMEs ที่มีส่วนสนับสนุนพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนแนวคิดในครั้งนี้ โดยมองว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเข้าใจ พัฒนาเครือข่าย และเปิดโอกาสให้แนวคิดด้านสุขภาวะสามารถต่อยอดไปสู่การดำเนินงานจริงได้
เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการทำให้ Wellness & Spiritual ไม่ได้หยุดอยู่เพียงกระแสความสนใจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสินค้า บริการ และรูปแบบธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการและชุมชนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจสุขภาวะ
การเติบโตของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้จะต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานที่เหมาะสม และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณค่าจากธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการดูแลสุขภาวะของไทย สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคมในระยะยาว//
